แรงบันดาลใจ (Inspiration)

ช่วงว้าวุ่น อัพเดตบ่อยเลย

อ่านมาหลายหน วันนี้นึกคลึ้มใจนึกถึงท่านประลำมาจารย์ ไอน์สไตน์เคยพูดไว้ ว่า “จินตนาการสำคัญยิ่งกว่าความรู้” คำพูดนี้มีความนัยเรื่องเสรีภาพนะครับผมว่า เราจะจินตนาการอะไรไม่ได้เลยหากขาดเสรีภาพ จินตนาการไม่ใช่ห้วงคำนึงที่เกิดขึ้นเมื่อเสรีภาพขาดหายไป อย่างเช่นเมื่อเรามีความกลัวอะไรสักอย่างและเรากังวลคิดไปต่างๆ นานาว่าสิ่งร้ายๆ กำลังจะเกิดขึ้น เช่นนี้เป็นภาพหลอนและครับ ไม่ใช่จินตนาการ

คนทั่วไป ชอบให้กำลังใจกัน เราชอบบอกกันและกันว่า สู้ๆ นะเพื่อน เราเป็นกำลังใจให้นาย เหอะๆๆ bullshit! แต่ผมก็อยากให้กำลังใจนี่ มันสามารถให้กันได้จริงๆนะ เหมือนการถ่ายเทพลังงานในวิชาฟิสิกส์ให้กันได้ หรือถ่ายทอดลมปราณพลังยุทธ์เหมือนหนังจีนกำลังภายใน จริงๆผมว่า เราๆ ท่านๆ ก็สำนึกอยู่แกใจว่า กำลังใจนั้นเราถ่ายทอดให้กันวิธีนั้นไม่ได้ สำหรับผมแล้วเมื่อมีคนบอกผม (อย่างจริงใจ) ว่า

“เป็นกำลังใจให้นะ” จริงๆแล้วมันน่าจะแปลว่า

“สิ่งที่ทำนะ ดีแล้ว เราเห็นด้วย ชื่นชมกับสิ่งที่ทำอยู่ และ เฮ้ย เพื่อน นายไม่ได้อยู่คนเดียวนะ เราอยู่ฝ่ายนายเสมอ เราสนับสนุนนาย” ดังนั้นการให้กำลังใจกันจึงเป็น “การชื่นชมยินดีเห็นด้วย” และเป็นการบอกว่าถ้าเราเผชิญปัญหาอะไร ก็มีเขาที่เต็มใจจะยืนอยู่ข้างเราคือเป็น “กำลังเสริมสำรอง” และทำให้เรารู้สึกว่า “ไม่โดดเดี่ยว” ถึงแม้จะช่วยอะไรมากกว่านั้นไม่ได้ก็ตามที

ดังนั้นการให้ “กำลังใจ” ก็คือการให้ “การชื่นชมยินดีเห็นด้วย + กำลังเสริมสำรอง + ความรู้สึกที่ไม่ต้องโดดเดี่ยว” กำลังใจที่ให้กันก็คือการมีส่วนร่วมยินดีและความหวังดีของคนที่ให้ต่อกันและกัน

และเมื่อได้รับกำลังใจ ความรู้สึกถูกต้องชอบธรรมในการกระทำสิ่งนั้นมันจะตามมาด้วยพร้อมๆกัน

แต่ ที่ผมรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องโกหกในมโนคติของผมคือ มันยังมีอะไรที่มนุษย์เราต้องการมากไปกว่านั้น ตอนนี้หลายๆคน แม้มีกำลังใจที่พ่อ แม่ พี่ น้องและเพื่อนๆ หรือแม้กระทั้งน้องเมีย สามีของเพื่อน หรือใครก็ตามที คอยให้กำลังใจอยู่ก็ยังรู้สึกขาดอะไรอีกสิ่งหนึ่งที่เรียกว่า “แรงบันดาลใจ” ซึ่งมักเริ่มต้นด้วยการจุดชนวนทางความคิดหรือการจุดประกาย“ในตัวเราเอง”

แรงบันดาลใจเป็นเหตุการณ์ปรากฎอุบัติขึ้นเองของจิตใจเราเอง มนุษย์เป็นสัตว์ชนิดเดียวเท่านั้นที่ถามหาสิ่งที่เรียกกันว่าเหตุผลและความหมาย ต่างจากสัตว์อื่นๆที่ใช้ได้มากที่สุดก็เพียงเหตุผล ผมเคยเรียนวิชาตรรกวิทยาสมัยอนุบาลลูกหมี เมื่อนานมาแล้ว อาจารย์ท่านบอกว่ามนุษย์คือเวไนยสัตว์ เวไนยสัตว์ก็คือสัตว์ที่รู้จักใช้เหตุผล มาถึงตอนนี้มีการค้นพบมากมายแล้วว่าสัตว์อื่นๆหลายชนิดใช้เหตุผลในระดับเบื้องต้นได้เช่นพวกลิงชั้นสูงหรือปลาโลมา ดังนั้นผมจะขอ update นิยามของมนุษย์ใหม่ในแบบของผมเองว่ามนุษย์เป็นสัตว์ที่เข้าถึงซึ่งเหตุผลและความหมาย และเหตุผลและความหมายเป็นองค์ประกอบสำคัญของศิลปวิทยาการและอารยธรรม

ศิลปวิทยาการและอารยธรรมของมนุษย์เริ่มต้นขึ้นเมื่อมนุษย์เริ่มเพาะปลูกเป็น เริ่่มเลี้ยงสัตว์เพื่อเป็นแหล่งอาหารได้ จึงทำให้ท้องอิ่มอยู่ตลอดโดยไม่ต้องออกไปล่าสัตว์หรือหาของป่า และได้ประโยชน์อื่นๆ จากการเลี้ยงสัตว์และเพาะปลูกเช่น ได้เครื่องนุ่งห่มและเครื่องมือ เป็นต้น มนุษย์จึงเริ่มมีเวลาเหลือมากขึ้นและเมื่อท้องอิ่ม พักผ่อนพอ มีปัจจัยสี่ครบ จึงมีเสรีภาพเหลือ มีเวลาอยู่กับตัวเอง และมีแรงบันดาลใจในการสร้างสรรสิ่งต่างๆที่เป็นจุดกำเนิดของศิลปวิทยาการขึ้น

ลองมาคิดเรื่่องการเกิดขึ้นของความรักดูบ้าง ความรักกับอะไรสักอย่าง (คนรัก สัตว์เลี้ยงตัวโปรด งานอดิเรก เสียงเพลง ความรู้) ที่ไม่ใช่ความรักตามสายเลือดเช่นความรักของพ่อแม่ มักเกิดขึ้นในจิตใจส่วนที่เป็นตัวตนของเราเอง เมื่อเรามีความเป็นตัวของตัวเราเองมากที่สุดโดยไม่เสแสร้งแกล้งทำกับสิ่งๆ นั้น และใช้ความเป็นตัวตนของเราเองปฏิสัมพัทธ์กับสิ่งนั้น ไม่ว่าจะด้วยวิธีที่เปิดเผยหรือแอบรักอยู่ในใจก็ตามที ความรักย่อมเกิดจากการปฏิสัมพัทธ์ระหว่างความเป็นตัวตนของเรากับสิ่งนั้นๆเสมอ ดังนั้นความรักจึงเป็นเรื่องส่วนตัวและเป็นเรื่องที่รู้สึกได้โดยปัจเจกบุคคล เมื่อเรามีความรักกับใครสักคนมันจะมีแรงบันดาลใจให้เราทำอะไรดีๆกับคนๆนั้นได้เสมอ ได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องแสแสร้งแกล้งทำ หรือต้องจำกัดว่าต้องทำดังงานที่ต้องถึงเวลาต้องปฏิบัติ

แรงบันดาลใจมันมาพร้อมๆกับความรัก ถ้าจะรักและมีแรงบันดาลใจกับอะไรสักอย่างละก็ ก็ต้องให้ความเป็นตัวเองกับสิ่งๆนั้นให้มากที่สุด เป็นธรรมดาสามัญมากที่สุดกับสิ่งนั้น

และแน่นอนว่าเราต้องมีสติและรู้จักตัวเองให้ดีก่อนจะรักอะไรสักอย่าง เพราะบางอย่างมันไม่ได้วัดกันด้วยการใช้สมองคือเรื่องของเหตุผล คือมันไม่ผิดกฎหมาย ไม่ผิดศีลธรรมข้อห้าม แต่ด้วยความเป็นมนุษย์มีหัวใจที่รู้สึกถึง “ความหมาย” เราจะรู้ได้เองว่าอะไรบางอย่างนั้นเราไม่อาจทำได้เพราะมัน “ไม่งาม” (คือไม่สมควร) ในบริบทนั้นๆ ดังนั้นก่อนที่จะรักอะไรหรือทำอะไรสักอย่างเราคงจะต้อง

“use your brain, but follow your heart”

เพื่อไม่ให้ความรักเป็นเพียงความหลง

ความรักนั้นสุดวิเศษ เพราะเมื่อเรามีรัก เราก็จะมีแรงบันดาลใจในสิ่งๆ หนึ่งทำให้เราทำสิ่งๆหนึ่งที่หลายคนอาจเห็นว่ามันเป็นเรื่องเหนื่อยหน่ายและลำบากได้ โดยที่เราไม่รู้สึกอยากจะหยุดทำ เลิกทำได้เลย

เมื่อหลายคนถามผมว่าทำไมผมเลือกทำงาน IM (Internet marketing) ทั้งๆ ที่หลายคนเห็นผมน่าจะเป็นนักเขียนดีกว่า เพราะทำงาน IM ไม่ยักกระรุ่ง แถมในบล็อกกลับเต็มไปด้วย บ่นความ ซะมากกว่า เรื่องของงาน แต่นั่นก็เพราะว่าผมรักมัน และก็ไม่ใช่ว่าผมรักมีรักเดียวกับสิ่งนี้ ผมยังรักแอบชอบอีกหลายอย่าง เช่นในตัวน้องเมีย (อันนี้ล้อเล่นนะจ๊ะ) และก็มีอีกหลายอาชีพที่อยากเป็น และหลายเรื่่องหลายประเด็นที่ผมไม่รัก ไม่ชอบเอาเสียเลย (เช่น การเมืองในปัจจุบัน) ผมเชื่อว่าท่านผู้หลงเข้ามาอ่านหลายท่านก็คงเป็นเช่นเดียวกันกับผม

ถึงตอนนี้ผมก็ยังเห็นด้วยกับไอน์สไตน์ดังคำกล่าวข้างบนและก็อยากเพิ่มต่อไปอีกว่า

“แรงบันดาลใจสำคัญยิ่งกว่าจินตนาการและจินตนาการสำคัญยิ่งกว่าความรู้”

สำหรับคนอย่างผมนะ (ขวางโลก ไม่ปกติโดยสิ้นเชิง)
เอาละครับเราเมื่อเรามีแรงบันดาลใจแล้ว แรงบันดาลใจทำให้เราประสบความสำเร็จได้อย่างไร ก่อนอื่นคำถามมีอยู่ว่า “ความสำเร็จนั้นหรือคืออะไร” แปลความกันตามภาษาไทยที่ผมเข้าใจความสำเร็จน่าจะแปลว่าการบรรลุซึ่งเป้าหมายหรือประสงค์บางอย่าง และเป้าประสงค์ของแต่ละคนนั้นมันก็เฉพาะเจาะจงแตกต่างกันออกไปตามบริบท ตามสถานการณ์และตามทัศนะของแต่ละคน

สำหรับผมแล้วความสำเร็จคือความอิ่ม อิ่มเนื่องมาจาก “ความสุข” (แน่นอน เงินไม่ใช่ความสุข แต่เงินคือความจำเป็นในปุจจุบันที่ทำให้เกิดความสุขในเกือบทุกเรื่องได้ 555) ทีนี้ “ความสุขคืออะไร” จะวัดกันได้อย่างไร

ความสุขของผมรวมเอาสิ่งทั้งหมดที่พูดมาก่อนนี้ซึ่งนั่นก็คือ

(1)แรงบันดาลใจซึ่งเกิดจากความรัก
(2)กำลังใจซึ่งเป็นความชื่นชมยินดี มีมิตรภาพ ไม่โดดเดี่ยว และ
(3)เสรีภาพซึึ่่งรวมความถึงการมีกินมีอยู่ มีสิ่งประทังชีวิตที่พอเพียงและมีสิทธิ์ที่จะคิดและทำภายใต้เหตุผลและความหมาย การดำเนินชีวิตการเงินที่ดี

เห็นด้วยกับผมหรือไม่ก็สุดแล้วแต่ท่านผู้หลงเข้ามาอ่านครับ สำหรับผมเองแล้วสมการความสำเร็จก็คือสมการการได้มาซึ่งเป้าหมาย สมการนี้ก็คือสมการความสุขนั้นเองครับ สมการความสุขของผมเขียนได้ง่ายๆ ดังนี้

Success = Love + Joy + Freedom + friendship
Success is joy, and freedom and friendship. And success is love.

(พูดลอยๆ… มาจากหนังวัยรุ่นอเมริกันที่ผมได้ดูแค่ตอนจบเรื่อง เรื่อง Fame ใน Yutube เมื่อเร็วๆ แบบว่ามันตรงใจอะนะเลยมาพล่ำใส่บทความ)

Comments

comments

Related posts: