แม้ความจริงจะฆ่าเราได้

Past Tense : เหมือนอะไรสักอย่างวิ่งเข้าชน หน้าผมชา ปากสั่น หัวหมุนไปพร้อมกัน ความรู้สึกที่มีอยู่ก่อนหน้าดิ่งลงอย่างรวดเร็วเหมือนรถไฟเหาะพุ่งลงทางชันที่สุดของรอบ มันดิ่งลงพร้อมๆกับความคาดหวังที่เคยมีให้หายไปภายใต้กองทับถมจากคำพูดแค่ไม่กี่คำ

เมื่อรู้สึกตัวขึ้นมาอีกครั้งความจริงที่ได้รับก็ได้ถูกเผยขึ้นมาความเป็นจริงที่อยู่ด้านตรงกันข้ามกับความรู้สึกนึกคิดทุกอย่าง เรารักกัน แต่มีเค้าอีกคน แต่เรายังรักกัน ไม่มีแม้แต่เวลาทำใจรับกับสิ่งที่เป็นอยู่ นั่นเพราะเป็นสิ่งที่ไม่เคยคาดหวังว่ามันจะเกิดขึ้น ครั้งนี้แสร้งยิ้มไม่ออกแฮะกับผล

Look At Me 55555

Look At Me

ลัพธ์ที่เกิด แต่อย่างไรก็ตามในความจริงของชีวิต นั่นคือหลักของเหตุ แต่ผลคือความรู้สึกที่จมดิ่งหายไปนั้น มันไปพร้อมกับสติ ความสามารถมั่นคงทางอารมณ์ เหมือนสมองได้รับการกระทบกระเทือน นี่หรือสิ่งที่คนทุกคนเค้าเจอกัน

แม้ส่วนที่อยู่ข้างในสุดของหัวใจยังได้รับบาดแผลสาหัส และมันย่อมมากกว่าข้างนอกเสมอมา
จนกระทั่งผมได้มองข้ามว่า อย่างไรก็ตามผมน่าจะผ่านมันไปได้ เหตุการณ์แบบนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นอีกครั้งกับตัวผมเอง ที่เป็นเช่นนี้เพราะผมก้าวข้ามผ่านสิ่งนั้นและหยิ่งผยอง มั่นใจในตน โดยหารู้ไม่ว่าสิ่งนี้เองทีเป็นตัวทำร้ายเรา
Present Tense : หลังจากที่เคยผิดหวังมาในครั้งแรก ผมพยายามพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นเพื่อที่จะแข่งขันกับตัวเอง และรางวัลของคนพยายามมันก็มีอยู่จริง ไม่มีความสามารถไหนที่ทำให้จิตใจแข่งแรงเท่าการชนะตัวเองได้ นี่คือสิ่งที่ผมคิดในตอนนี้ จนกระทั่งไปถึงจุดหนึ่งที่ผมพอใจกับมัน หวังว่าในที่สุดผมจะชนะใจผมเองได้อย่างขาวสอาด แม้กระนั้นในบางครั้ง ในช่วงเวลาพายุที่เกินขึ้น ผมอิ่มเอมกับสิ่งที่ได้รับ อิ่มเอมกับสิ่งที่ทำได้
แน่นอนหากเทียบกับโลกที่กว้างขวางขึ้นไปอีก ผมก็ยังด้อยกว่า แต่ในสังคมที่ผมสังกัดอยู่ผมก็ถือได้ว่าดีในประมาณหนึ่ง สรุปง่ายๆ คือ พอใจกับสิ่งที่ทำได้ ณ จุดที่ยืนอยู่
Past Tense : เมื่อพอใจ จึงมั่นใจ เมื่อมั่นใจ จึงผยองในตน เมื่อเป็นเช่นนี้จึงทำให้เกิดความคิดกับตัวเองในทางทีผิดๆ การแข่งขันวนเวียนกลับไปกลับมา โดยที่ผมดูเหมือนจะพอใจกับการแข่งขันที่ผ่านมาจนละเลยบางอย่างไป บางอย่างที่ว่า ก็คือ มีชนะย่อมมีแพ้
ผมอาจเสพย์ติดความรู้สึกของคนอยู่บนยอดดอย จนไม่รู้ว่าไม่มีใครที่จะอยู่บนนั้นได้ตลอดไปมีขึ้นก็ต้องมีลง และยอดดอยนี้ก็ไม่ได้มีเพียงผมคนเดียวที่ต้องการขึ้น
ผมลงแข่งด้วยความรู้สึกที่ว่าไม่มีทางแพ้ และด้วยความรู้สึกแบบนี้เองที่ทำให้ตัวตนอยู่บนฟ้าทั้งที่ขาอยู่บนพื้น คนอื่นคือคนเก่งน้อยกว่า ยังไงก็ไม่มีทางชนะผมได้ แน่นอนความคิดนี้เป็นสิ่งที่ดีเมื่อต้องลงแข่งขัน
แต่มันไม่มีดีแน่นอนเมื่อมันมีมากเกินไปจนกระทั่งทำให้เราประมาทและลืมไปว่าคนอื่นก็มีความพยายามเหมือนกัน
Present Tense : บทสรุปของการแข่งขันครั้งนี้จึงย้อนความรู้สึกเดิมๆกลับมาที่ตัวผมอีกครั้ง เป็นความรู้สึกพ่ายแพ้ในรอบแรกๆที่ไม่ได้รู้สึกมานาน หากเป็นไปตามที่รู้สึก ครั้งนี้เหมือนจะรุนแรงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา นั่นก็เพราะผมคาดหวังไว้สูงเกินไป เหมือนทำได้ไม่เต็มที่เท่าที่มีหรือไม่ก็แพ้ภัยให้กับความคิดของตัวเอง
คนเราจะเจ็บปวดร่างกายมันก็ยังหายได้ไม่นาน แต่ความคิดที่ถูกหักล้างด้วยความจริงอย่างไรก็ไม่รู้วันหาย
บาดแผลจากความคิดของผมครั้งนี้จะอยู่กับผมไปอีกสักพักใหญ่ และคงจะหายไปในวันที่ผมสามารถแก้ไขบางอย่างในความผิดพลาดจากอดีตได้
 ผมคงมองอนาคตมากเกินไปจนลืมอยู่กับปัจจุบันก้าวแรกยังไม่ทันก้าวข้าม คิดไปก้าวที่สามสี่ห้า
ไม่หกล้มก็แปลกแล้ว ความพยายามไร้ค่าแม้ไม่ที่สุด ยังคงหลอกหลอนความรู้สึกนิดๆ เวลาผ่านไปความรู้สึกดังกล่าวก็ค่อยๆจางไป กลับมาแผ่วเบา บ้างครั้งแค่ลมที่สะดุดขณะหายใจ แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือจิตสำนึกในสิ่งที่ตัวเองเป็น
ความหยิ่งและมั่นใจตนเองเกินไปของผมได้รับบทเรียนอย่างสาสม ไม่จำเป็นต้องมองหาข้อผิดพลาดจากเพื่อนร่วมทีมหรือหาข้ออ้างใดๆเพื่อทำให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้น เพราะผมเชื่อตัวเองว่า ทำได้ไม่ดีพอตามที่ตั้งใจไว้
ผมคงต้องเริ่มต้นใหม่กับตัวเองอีกครั้ง ก่อนอื่นเลยต้องลุกขึ้นมาและปีนป่ายขึ้นจากหลุม พยายามให้มากขึ้นกว่าเดิม พร้อมกับเตือนตัวเองเสมอว่าเราไม่ได้ดีอย่างที่เราคิดไว้เลย เราไม่ใช่พระเอกในละคร ที่ทุกFeeing Downคนจะมองว่าเราเป็นคนสำคัญ เป็นเพียงมนุษย์ปทถุชนธรรมดา ที่ต้องมีค่าแค่ที่สุดคือตัวเองที่มองเห็น
แม้ผมจะถูกเตะกลิ้งลงมาจากยอดอย่างไม่เหลือชิ้นดี ผมก็ยังเชื่อว่าผมสามารถเดินกลับขึ้นไปได้อีกครั้ง

เพียงผมคงต้องพยายามให้มากขึ้นกว่าเดิม ตั้งสติอยู่บนความไม่ประมาท เพื่อไม่ให้ประสบการณ์เฉกเช่นแบบเดิมตามกลับมาหลอกหลอน (ซึ่งมันก็ยากนักในข้อนี้)

เพราะขณะที่เรากำลังพยายามพัฒนาให้ตัวเองดีขึ้นเรื่องเก่ามักถูกเหล่าใหม่ในสมองเราได้เสมอ
สำคัญที่สุดเมื่อถึงเวลาที่จะต้องเดินขึ้นไปอีกครั้ง ผมต้องเตือนตัวเองเสมอว่า เราทุกคนล้วนต้องลงมาเพื่อเริ่มต้นกันใหม่ที่ตีนภู อย่าไปยึดติดว่าครั้งหนึ่งว่าเคยขึ้นไปแล้ว สำคัญยิ่งกว่า คือไม่มีใครชนะได้ตลอด
และไม่มีใครแพ้ได้ตลอดเหมือนกัน ทุกสิ่งล้วนมีด้านตรงข้ามอยู่เสมอ
ภาพในอดีตอาจเป็นตัวชี้วัดอย่างหนึ่งของความมั่นใจแต่ภาพในปัจจุบันก็คือตัวชี้วัดความจริง…แม้ความจริงจะฆ่าเราได้

Comments

comments

Related posts: