เรียนรู้การคิดนอกกรอบ เพื่อการพัฒนาที่ยิ่งขึ้น

เป็นที่เข้าใจกันว่าหลายคนเกิดมาพร้อมพรสวรรค์ ที่จะทำอะไรในสิ่งที่ต้องการ แต่ถึงอย่างนั้น ทุกคนก็มีความสามารถในการพัฒนาได้ การพัฒนาไม่มีวันสิ้นสุด อย่างที่เราเคยได้ยินว่า ความรู้ไม่มีวันจบ คนที่คิดว่าเก่งแล้ว รู้มากพอแล้ว เท่ากับน้ำเต็มแก้วที่ไม่มีทางพัฒนา “จงทำตัวเป็นแก้วเปล่าเสมอ เพิ่มพร้อมรับสิ่งใหม่ๆได้เสมอ” และสิ่งที่ทำให้เราก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองได้คือ การคิดนอกกรอบ ฟังดูอาจสงสัย ว่าทำยังไงเราถึงคิดนอกกรอบได้ ทำอย่างไรเราถึงพัฒนาไปถึงจุดนั้น ผมจะไม่บอกว่าความคิดนอกกรอบจะทำให้คุณประสบความสำเร็จได้ 100% นั่นเพราะ ความคิดต่างๆ ต้องผ่านการทดลอง ผ่านการสรรห์สร้างด้วยมือของคุณ แน่นอนมีความเสี่ยงสูงที่จะล้มเหลว และแน่นอน โอกาสของความสำเร็จก็มีไม่น้อยไปกว่ากัน นั่นขึ้นอยู่กันจินตนาการที่เปื้อนไปด้วยหลักการณ์และเหตุผล ที่กลั่นกรอง จากความรู้ Think Outside the Boxประสบการณ์ ที่คุณรับรู้และผ่านมา มนุษย์มักล้อมกรอบตัวเองเพราะสัญชาตญาณที่ต้องสร้างความปลอดภัยให้ตัวเองไม่เว้นแม้แต่ความคิดริเริ่ม เมื่อคุณผเชิญหน้ากับความท้าทาย คุณมักยึดมั่นกับกรอบที่คุณคิดว่ามันมั่นคงและปลอดภัยที่สุด แต่เลือกทางที่จิตใจต่อต้านน้อยที่สุดเสมอ หลายครั้งตัวเลือกที่เลือกนั่นเหตุผลมาจากมีคนทำมาก่อนแล้วประสบความสำเร็จ อย่างไรซะ อย่าลืมว่าการก้าวเดินบนทางที่แตกต่าง มักให้ผลที่ต่างออกไป ความคิดนอกกรอบเลยเส้นความปลอดภัยที่คุณขีดขึ้นอาจสร้างสิ่งใหม่ที่ดีกว่า แต่ต่างและล้ำค่า คู่ควรกับการเสี่ยง ทดลองทำมัน

การสร้างระยะห่างของความคิดและจิตใต้สำนึก เรื่องนี่เป็นเรื่องน่ารำคาญของผมมากเวลาได้พูดคุยกับกลุ่มคนที่คิดว่าตนเองพอแล้ว ที่ชีวิตมีแต่คำว่า “แต่” , “ไม่มีทาง” จิตใต้สำนึกเป็นเรื่องน่ารำคาญกว่าที่คุณคิด นั่นเพราะมันเป็นสิ่งปิดกั้นคุณจากเหตุผล อันที่จริง มันเป็นความรู้สึกที่เอามาสร้างเหตุผลซึ่งทำให้เกิดการล้อมกรอบให้ตัวเองอย่างในย่อหน้าก่อนหน้านี้ และมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญที่สุด วิธีการคือ ผ่อนคลาย และดึงสติออกจากความรู้สึก รักษาระยะห่าง เผื่อมองตัวเอง ดูเหตุผล ยิ่งคุณรู้สึกแยกออกจากปัญหามากเท่าไหร่มันยิ่งจะกระตุ้นให้คุณคิดเป็นวิธีการที่สรุปได้ ซึ่งจะทำให้คุณสามารถมีความคิดที่แตกต่างออกไป คุณจะสามารถมองเห็นทางแยกของสิ่งที่จะทำอาจไม่ทราบผลที่ตามมา แต่คุณจะได้ทางแยกเพื่อจะลงมือทดลอง เพื่อสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ต่อไป ยกตัวอย่างง่ายๆเลยนะครับ เรามักเป็นที่ปรึกษาที่ดีให้กับเพื่อนๆ แต่ตัวคุณเองมักเอาตัวไม่ค่อยจะรอด นั่นเพราะ เมื่อคุณคิดถึงปัญหาของคนอื่น ความรู้สึกคุณจะถูกดึงออกไปในส่วนใหญ่ ทำให้มองหลักการณ์และเหตุผล และสามารถแนะนำ เพื่อนคุณไปในทางที่เค้ายังมองทางออกไม่เห็น  ดังนั้นกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพทางหนึ่งคือจินตนาการว่าคุณกำลังตัดสินใจแทนคนอื่น คุณจะให้คำแนะนำกับเขาว่าอย่างไร? พวกเขามีทางเลือกกี่ทาง? อะไรคือผลลัพธ์ที่เป็นไปได้จากทางเลือกแต่ละทาง? คุณจะเสนอแนะแนวทางการแก้ปัญหาอย่างไร?

ครั้งหนึ่ง  อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ได้ให้ข้อสังเกตุที่ว่า “หากผมมีหนึ่งชั่วโมงในการแก้ไขปัญหา และชีวิตผมขึ้นอยู่กับคำตอบ ผมจะใช้เวลา 55 นาทีแรกหาคำถามที่เหมาะสมเพื่อจะมาถาม หากผมรู้ว่าคำถามที่เหมาะสม ผมจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ในเวลาน้อยกว่า 5 นาที” เมื่อเผชิญหน้ากับคำถามเรามักมุ่งหาแต่ทางออก แต่กลุ่มคนที่เปี่ยมล้นด้วยจินตนาการ  มีความคิดสร้างสรรค์ พวกเค้าเหล่านั้นกลับมีวิธีจัดการกับความคิดต่างออกไป จากการค้นคว้าพบว่า ก่อนที่กลุ่มคนที่มีความคิดสร้างสรรค์สูงจะลองพยายามหาทางออก สิ่งแรกที่พวกเค้าจะทำคือ มุ่งความตั้งใจไปในการสร้างกรอบแนวคิดของปัญหาอีกครั้ง รวมด้วยการตรวจสอบคำถามจากหลายมุมมองโดยวิธีการที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น เพื่อที่จะได้เข้าใจปัญหาที่แท้จริงของมัน และเมื่อเข้าใจปัญหาได้อย่างถ่องแท้แล้ว พวกเค้าจะสามารถคิดหาทางแก้ปัญหาได้อย่างสร้างสรรค์และมีประสิทธิภาพกว่าเดิม อย่างไรก็ตามสภาพอารมณ์ของคุณมีผลต่อการณ์มองปัญหา และสร้างกรอบเพื่อแก้ไขเป็นอย่างมาก โดยส่วนใหญ่อารมณ์ที่มีด้านบวกจะส่งผลให้การคิดวิเคราะห์แต่สร้างกรอบในการแก้ปัญหาได้ดีกว่าในวันที่สภาวะอารมณ์ไม่ปกติ เช่น เศร้าหมอง แต่ก็ใช่ว่าความรู้สึกด้านลบจะไม่ทำประโยชน์ ความรู้สึกนึกคิดในด้านลบก็สามารถเป็นประโยชน์ได้เช่นกัน 

ตามการศึกษาโดย Rice University นั้น อารมณ์ด้านลบ “เตือนให้เรารู้ถึงสิ่งที่ขาดหายไป ทำให้เราต้องมุ่งมั่นไปยังสถานการณ์ปัจจุบันมากกว่าการที่เราจะสันนิษฐานถึงทางออกของปัญหา และกระตุ้นให้เราต้องออกแรงและความพยายามที่มากกว่าเพื่อพัฒนาสถานการณ์”  ในอีกทางหนึ่ง “ผู้มีส่วนร่วมที่มีอารมณ์ดีจะแสดงออกถึงความคิดที่แตกต่าง แนวความคิดที่หลั่งไหลออกมาและคล่องตัวในการจำแนกประเภท ทำในสิ่งที่แปลกออกไปและมองทะลุปัญหาได้ดี การใช้คำเชื่อมโยงที่แปลกออกไปและหน้าที่ในการแก้ปัญหา” สิ่งที่เราได้รู้คืออารมณ์ที่แตกต่างนั้น มีผลต่อความคิดสร้างสรรค์ในทิศทางและในระดับที่ต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น หากคุณกำลังจะเริ่มโครงการและกำลังอยู่ในช่วงอารมณ์เชิงลบ มันจะช่วยทำให้คุณเห็นสิ่งที่ต้องการให้พัฒนา ซึ่งอาจจะทำให้คุณได้รับแรงกระตุ้นให้เริ่มต้นทำหน้าที่ ในอีกทางหนึ่ง หากคุณอยู่ระหว่างกำลังทำงานโปรเจคต์ และพบว่าต้องเจอความท้าทายที่ไม่ได้คาดหวัง หากอยู่ในอารมณ์เชิงบวกเวลานั้น จะส่งผลให้คุณมีแนวความคิดในการแก้ไขปัญหามากมาย และสามารถรับผิดชอบในการแก้ไขได้ ตั้งใจดูให้ดีว่าวันทั้งวันนั้นคุณอยู่ในอารมณ์ใหน และพยายามควบคุมให้มันเป็นผลดีต่อความคิดสร้างสรรค์ของคุณ

เรื่องสุดท้าย ผมได้พูดไว้ตอนต้นบ้างแล้วว่า ไม่มีอะไรที่จะปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์ได้เท่ากับความกลัวที่จะล้มเหลว เมื่อคุณตั้งใจคิดนอกกรอบแล้ว มันเป็นเรื่องจำเป็นที่คุณจะต้องเตรียมรับความเสี่ยงและข้อผิดพลาด ไม่อย่างนั้นแล้วคุณจะยืน สตั้น 3 วิ กำลังภายในอาจแตกซ่าน ทำให้สติหลุดลอย อึ้งและคิดอะไรไม่ออกก่อนที่จะเริ่มต้นคิดแก้ไขปัญหาเสียอีก ความผิดพลาดของคุณไม่ทำให้โลกแตก มันทำให้ค่าประสบการณ์คุณมากขึ้น ดึงความสนใจของคุณออกจากความผิดพลาด และเก็บกากที่กรองด้วยประสบการณ์ความผิดพลาดแต่ล่ะครั้ง มาพัฒนาและระมัดระวังไม่ให้มันเกิดขึ้นในครั้งต่อไป และควรจะเพ่งไปยังทุกสิ่งที่เป็นข้อดีที่จะได้จากการคิด บางครั้งผลงานที่ดีที่สุดก็จะเกิดขึ้นได้จากการต่อยอดความผิดพลาดของเราเอง Cr. ขอบคุณภาพจาก Google ความคิดริเริ่มจากโพสนึงใน Facebook

Comments

comments

Related posts: