เราไม่มีทางเหมือนกัน…ไม่ต้องเข้าใจกันทุกเรื่อง

ขณะนี้เวลา 06:25 AM. ผมพึ่งเลิกงาน ครับคุณดูทั้งเวลาและคำพูดผมไม่ผิด นั่งทำงานยันเช้าอีกแล้ว ในขณะที่มองเลขด้านล่างขวาของจอคอมพิวเตอร์เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ผมมองเห็นตัวเองเมื่อเทียบกับหลายอย่างที่วิ่งนำไป

หากวัดระดับของการเดินทางตามกระแสเทคโนโลยีของโลก ผมคงอยู่ในลำดับขั้นของการคลาน แม้ตัวเองจะหมกตัวอยู่แต่หน้าจอคอมพิวเตอร์ แต่ก็ไม่ได้ติดตามข่าวสารมากนัก ส่วนใหญ่ของชีวิต 99% รับรู้Differentจาก Facebook ระบบการสื่อสารชั้นหยาบที่ขาดการคัดกรอง ฝาแฝดของเกมส์ ปากต่อปาก ที่เราเคยเล่นกันตอนเด็กๆ จากผู้พูดคนเรียกเล่าเรื่องเด็กล้มหัวเข่าแตก กว่าจะมาถึงผู้เสพสื่อ อาจถึงขั้น เด็กขาขาดและตายลง เพราะติดเชื้อที่ประเทศเรารักษายังไม่ได้ วิธีป้องกันคือ ให้เขียนหน้าบ้านว่า บ้านนี้ไม่มีเด็กขาขาด … ไม่ได้พูดโอเว่อร์ลองคิดกันเล่นๆจะรู้ว่าจริง…

กระแสของโลกทุกวันนี้อยู่ในระดับวิ่งไปข้างหน้าไม่หยุดยั้ง ขณะที่ผมทำเพียงแค่คลานเนิบช้า ขี้เกียจ อยากนอนพักที่ไหนก็นอน บางครั้งลามไปถึงขั้นนอนขวางเลยก็มี จนบางครั้งก็ได้รับคำนิยามจากคนใกล้ชิดว่า พวกขวางโลก จึงไม่แปลกที่กระแสของโลกทุกวันนี้จะอยู่คนละฝั่งกับความคิดผมไปแล้ว แต่ถึงยังไง ผมก็ยังรู้สึกว่า ผมให้เวลากับโลกที่ถูกสมมติขึ้นมามากไป แต่มันก็เป็นเพื่อนอย่างเดียวของผมในกล่องที่ผมเรียกว่าที่ทำงาน(บ้าน) หลังผมยังพิงพนักของเก้าอี้ ขาพาดไปยังเก้าอี้อีกตัว สายตาปะทะกับหน้าจอ สองนิ้วชี้รัวบนแป้นพิมพ์ กลายเป็นบุคลิกประจำตัวผมเมื่ออยู่บ้าน ดูไปผมก็ชอบที่จะทำแบบนี้ 

ทุกคนที่รู้จักมักจะถามคำถามเดียวกันเสมอว่า ชีวิตเอาแต่ทำงานไม่ไปไหนมีความสุขหรอ ผมถามกลับไปว่าความสุขพวกมึงคืออะไร เจอคน ไปเที่ยวกับเพื่อน แล้วก็สาธยายมากมาย จบด้วยคำว่าจะได้มีพลังกลับมาทำงานหาเงิน…แล้วนี่มึงคิดว่ากูทำอะไร แค่ความสุขกับงานเป็นอย่างเดียวกัน นี่คือความโชคดีของผม

ไม่มีความถูกผิดในคำถามและคำตอบ ไม่ใช่เฉพาะกับสิ่งนี้เท่านั้น แต่มันคือทุกสิ่งที่อยู่รอบกาย เราต่างมีความพึงใจที่จะใช้เช่นนั้น ปฏิบัติเช่นนี้ต่างกันออกไป ไม่มีสิ่งที่ดีที่สุด มีเพียงแต่สิ่งที่เหมาะสมที่สุด หากไม่เช่นนั้นแล้ว ทุกคนคงใช้มือถือแบบเดียว รถแบบเดียว บ้านแบบเดียวกันทั่วทั้งโลกไปแล้ว

ไม่ใช่ไม่อยากลุกเดินและวิ่งไปพร้อมกับมัน ผมเคยอยากเป็นคนที่ตามทันโลก อยากได้อยากมี อยากทันสมัย แต่คำถามที่ทำให้ไม่มีคำตอบก็คือ ตอนนี้จะเดินหรือวิ่งไปเพื่ออะไร? เมื่อตอบไม่ได้ก็ไม่มีเหตุผลที่จะลุกขึ้นมาเดินหรือวิ่งเพื่อแข่งอะไรกับใคร

ชีวิตเราต่างมีเป้าหมายกันคนละเส้นทาง สิ่งใดจำเป็นต่อชีวิตก็ล้วนแตกต่างกันไป คนเดินก็มีความจำเป็นในแบบของคนเดิน คนวิ่งก็มีความจำเป็นในแบบของคนวิ่ง คนคลานก็เช่นกัน แต่เอาน่ะ ไม่มีใครที่จะอยู่ในลักษณะเดิมไปได้ตลอด คนเดินอาจเริ่มวิ่งเมื่อเห็นว่ามีความจำเป็นต้องวิ่ง คนวิ่งอาจหยุดและคลานเมื่อรู้สึกว่าเหนื่อย คนคลานอาจลุกขึ้นมาเดินเพื่ออยากรู้หนทางข้างหน้า เราเปลี่ยนได้เสมอแต่สิ่งที่จำเป็นกว่าการเปลี่ยน คือ เราควรตระหนักรู้เสมอว่า เราเปลี่ยนไปเพื่ออะไรและเรากำลังเปลี่ยนแล้วนะ

เพื่อที่จะได้รู้เท่าทันจิตใจของตัวเราเองว่ากำลังตามสิ่งใด เรียนรู้ รับรู้ เพื่อที่จะรู้ทัน ทั้งนี้เพราะมีหลายคนลุกขึ้นมาเดิน วิ่ง ไปตามกระแสที่พัดพา โดยที่ไม่รู้ว่าตัวเองได้หลงเข้าไปในกระแสโดยไม่รู้สึกตัว
พัดไปซ้ายก็วิ่งตาม พัดไปขวาก็วิ่งตาม และการไม่รู้สึกตัวนี่เองที่เป็นสิ่งที่ทำร้ายคนมานับครั้งไม่ถ้วน

หากรู้ตัวทันก็โชคดีไป หากรู้ตัวช้า ความเชี่ยวของกระแสนั้นก็ทำให้เกิดบาดแผลรอบกาย
ลามไปถึงจิตใจ รอบกายบางครั้งยังพอไหวไม่นานก็หาย แต่เมื่อไรที่บาดแผลลึกถึงหัวใจ
นั่นก็เป็นการยากที่จะเยียวยาให้เหมือนเดิม กระแสผ่านเข้ามาเพื่อให้เราเฝ้ามองและปล่อยมันผ่านไป
เราสามารถเลือกได้ว่าจะเดินเข้า หรือยืนดูทิศทางของมันที่ดำเนินไป

ไม่มีความถูกผิดในการเดิน วิ่ง คลาน หรือแค่ยืนมอง ทุกอย่างมันมีความเหมาะสมในตัวของมัน
และขึ้นอยู่กับความจำเป็นในแต่ละบุคคล สิ่งที่เราต้องค้นหาให้ดี คือ กระแสใดที่ควรเข้า
กระแสใดที่ควรออก และกระแสใดที่ไม่ควรเข้าไปเลย หากกระแสใดเข้าไปแล้วก็ต้องค้นหาต่ออีกว่า
จะคลาน เดิน หรือวิ่ง หรือหากไม่ถูกใจสักอย่างในนั้นก็จงออกมา อย่าเสียเวลากับสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเรา

ผมยังคงคลานต่อไปบนกระแสของเทคโนโลยีและแน่นอนรวมถึงงานที่ทำด้วย (น่าเศร้าโคตร) จะมีบ้างบางครั้งที่ลุกขึ้นมาวิ่งเพื่อดูความเป็นไป เมื่อรับรู้และเข้าใจบางอย่างที่ต้องการอยากรู้ ก็จะเดินและกลับมาที่คลานอีกครั้ง คลานไปข้างหน้าอย่างช้าๆ แม้จะดูไม่ค่อยทันคนอื่น และเห็นสิ่งที่คนอื่นเค้าเห็นช้ากว่าปกติมาก ก็ไม่เป็นไร ในเมื่อความเหมาะสมและความสบายใจของผม มันอยู่ในระดับความเร็วเพียงเท่านี้
ไม่ต้องวิ่งให้เหนื่อย ไม่ต้องเดินให้ปวดขา คลานมันไปเรื่อยๆ เหนื่อยก็นอนหลับได้ง่าย หรือหากบางครั้งทุกอย่างมันดูไม่ชอบใจเอาเสียเลยก็นอนขวางมันไปเลย ใครจะว่าสิ่งใดก็ไม่สำคัญรู้แค่มันเหมาะสมกับชีวิตของตัวเราเองก็พอ…

มนุษย์เป็นสัตว์ที่เข้าใจยากที่สุดเรื่องนี้ใครก็รู้ ผมขอจบบทความสวยๆข้างบนด้วยกลุ่มคำหยาบโลนต่อเหล่าไม่ชอบสิ่งลื่นหู ว่าด้วย

มนุษย์ คิดค้นแนวคิดเช่น พระเจ้าความรักและศีลธรรม และใช้แนวคิดเดียวกัน ใช้เป็นขออ้าง ตัดสินทุกคนที่เห็นต่าง  เราอธิฐานทั้งที่ไม่ศรัทธา และคาใจที่ไม่ได้ผล ไม่เคยเห็นค่าชีวิตของตัวเองจนถึงวันที่จะถูกพลาก นี่หรือชีวิต…ถุย

Comments

comments

Related posts: