ภาวะพึ่งพิง – Dependency

ทันทีที่รู้ว่าคน (ที่เรา) รักจากไปสู่ที่ชอบๆ …คือไปอยู่กับคนที่เขาชอบมากกว่าเรา(ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตามสุดท้ายก็ไปอยู่ดี) และที่ชอบของเขาเป็นที่ไม่ชอบของเรา ไม่ว่าหญิงหรือชายจะเกิดอาการกินไม่ได้นอนไม่หลับ จะเป็นจะตาย คำพูดที่ได้ยินอยู่เสมอจากปากของคนอกหัก หรือผิดหวังในความรัก คือ “ฉันไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกแล้ว ฉันอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีเขา(หรือเธอ)” ฟังดูแล้วตอนนี้ผมสะอิดสะเอียน แต่ก็เห็นใจนะ ที่กล้าพูดขนาดนี้เพราะผมก็เคยเป็นไม่ต่างจากนี้ไปเท่าไหร่ และออกจะเป็นห่วงผู้พูดเพราะเกรงว่าอาจจะคิดทำร้ายตนเองเพื่อให้ตายด้วยวิธีการต่างๆ นานา เป็นการบูชาความรักที่น่าสมเพชในเชิงคนปกติ คำว่าคิดโง่ๆ คิดสั้นได้ยินบ่อยๆ (ผมว่า ถ้าไม่เจอกับตัวอย่าสะเออะว่าคนอื่นดีกว่า ด้วยการเลี้ยงดูที่ต่างกัน อย่าเอาความต่ำโลนทางอารมณ์ของตัวเองซึ่งไม่ได้ ซึมซับความเป็นมาของบุคคลนั้นๆ แล้วมาตัดสินคนอื่น ในวงเล็บอีกครั้ง ปล.ถ้าเจอมาแล้วจะว่าจะด่า ยังไงก็คือคนที่มีประสบการณ์นะ แม้พื้นฐานจะต่างกันแต่ผ่านมาได้คงมีทางออกแตกต่างกันออกไป วงเล็บปิด) คนที่พูดคงจะลืมไปว่าก่อนที่จะพบจะมีเขาหรือเธอนั้น ตนเองก็ยังมีชีวิตอยู่ได้ แล้วทำไมทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องจบลงเพียงเพราะ”ขาดเขาหรือเธอไม่ได้”

…จงอย่าเอาคำว่า “รักมากเหลือเกิน” หรือ “ถ้ารักกันแล้วเราขาดกันไม่ได้” มาลวงหลอกใจตัวเอง เพราะนี่คงจะเป็นความเข้าใจผิดเกี่ยวกับความรักที่พบบ่อยที่สุด ความจริงแล้วคุณไม่ได้รักแฟนคุณหรอกครับ แต่เขาเรียกว่า…. “ภาวะพึ่งพิง” เพราะตราบใดที่คุณยังต้องพึ่งใครสักคนเพื่อความอยู่รอดของคุณ คุณก็ทำตัวเหมือนพยาธิ ในลำไส้ของเขา…. มันทำให้ชีวิตคุณไม่มีทางเลือกและขาดอิสรภาพ มันกลายเป็นภาวะจำเป็นมากกว่าความรัก ความรักที่แท้ต้องมีอิสรภาพ…คนสองคนจะรักกันได้ก็ต่อเมื่อเขาทั้ง สองสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ตามลำพังอย่างไม่เป็นทุกข์ แต่เขาทั้งสองก็เลือกที่จะใช้ชีวิตร่วมกันเพื่อความสุขที่มากขึ้น Dr.Scott Peck ซึ่งได้เขียนบรรยายเหตุการณ์เรื่องนี้ในหนังสือขายดิบขายดีชื่อ The Road Less Traveled ซึ่งท่านได้ให้แนวคิด เรื่อง “ภาวะพึ่งพิง” (Dependency) ไว้ด้วยความหมายว่า เป็นภาวะที่เราไม่สามารถดำเนินชีวิตโดยปราศจากการดูแลเอาใจใส่จากบุคคลอื่น ในภาวะปกติเราอาจต้องพึ่งพิงขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นในกรณีที่เราได้รับบาดเจ็บ หรือกำลังป่วย แต่หากเรามีสุขภาพร่างกายที่ดีแล้วยังต้องพึ่งพิงผู้อื่นทางจิตใจ เพื่อช่วยให้เรามีความสุข แสดงว่าสุขภาพทางจิตของเรากำลังย่ำแย่ เจ็บป่วยหรือบาดเจ็บ คนที่มีสุขภาพจิตดีจะให้ความรักแก่ตัวเองเป็น และดำเนินชีวิตได้โดยไม่ต้องพึ่งพิงใคร คนที่มีสุขภาพจิตดีจะรู้จักใช้เวลาที่ผ่านไปช่วยเยียวยาบาดแผลให้สมานจนหายสนิท พร้อมภูมิต้านทานทางใจที่มากขึ้น..

คนเราอาจต้องพึ่งพาบุคคลอื่นในบางกรณี เพราะเราไม่ได้เก่งหรือทำเป็นหมดทุกอย่างนั่นเป็นเรื่องปกติ (นี่เป็นเหตุที่ทำให้ผมเอง หนึ่งในมนุษย์คนนึงจำเป็นต้องเข้าสังคม แม่งขวางโลก) แต่ถ้าคุณถึงขั้น “ขาดเขาหรือเธอไม่ได้” ถึงขนาดคิดฆ่าตัวตาย …ยิ่งแสดงว่า “แม้แต่ตัวเอง ก็ยังไม่รักแล้วจะให้ใครคนไหนมารักได้ละครับ” หลายคนคิดว่าถ้าฉันฆ่าตัวตาย จะทำให้เขาหรือเธอรู้สึกผิดกับการกระทำของเธอหรือเขาที่ทิ้งเราไป ตั้งวัตถุประสงค์ของกิจกรรมว่า “เขาหรือเธอจะต้องเสียใจไปตลอดชีวิต” …คิดอย่างนี้มัก “ตายฟรี” เพราะถึงเค้าหรือเธอรู้สึกผิด เค้าก็ยังคงล่อกัน เอ้ย รักกันอยู่ดี แปลว่ายังใช้ชีวิตอยู่ได้ โดย(อาจ)รู้สึกถึงความผิดเล็กๆที่คนน่าสมเพชอย่างคุณทิ้งไว้ให้พร้อมชีวิตตัวกาลกิณีที่คุณสังเวยอย่างสูญเปล่าไป

สำหรับผู้หญิงไทยในปัจจุบันมีการศึกษา มีการงานและความสามารถไม่แพ้เพศชาย ไม่จำเป็นต้องอาศัยเพศชายเป็นผู้นำของชีวิตเหมือนหญิงไทยสมัยโบราณ… การอยู่เป็นโสด เป็นหม้าย หรือหย่าร้าง ไม่มีผลถึงกับต้องตีอกชกหัว ตีโพยตีพายอยากจะตายเพราะชีวิตต้องไร้คู่ ผู้หญิงทั้งหลายทุกคนทั่วโลกสามารถใช้ชีวิตด้วยตนเองได้อย่างมีความสุขและภาคภูมิใจ ในเกียรติของลูกผู้หญิง และหากได้พบชายใด ที่เราเห็นว่าทำให้ชีวิตเรามีความสุขมากขึ้น และดีขึ้นกว่าการอยู่คนเดียว คุณก็อยู่ในฐานะที่มีโอกาสเลือก…ไม่ใช่จำเป็นต้องเลือก หรือจำใจเลือกเขามาเป็นคู่ชีวิต ผมขอกล่าวทวนประโยคเดิมที่จิตแพทย์ Dr.Scott Peck พูดกับคนไข้ด้วยภาษาต้นฉบับ “ Love is the free exercise of choice. Two people love each other only when they are quite capable of living without each other but choose to live with each other ” แปลง่ายๆว่า “รักกันต้องต้องอยู่ด้วยตัวเองได้ แต่ที่เลือกจะอยู่ด้วยกันก็เพื่อทำให้ทั้งสองมีความสุขมากขึ้น” อะแปลสวยๆหน่อยว่า  “ความรักที่แท้ต้องมีอิสรภาพ…คนสองคนจะรักกันได้ก็ต่อเมื่อเขาทั้งสองสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ตามลำพังอย่างไม่เป็นทุกข์ แต่เขาทั้งสองก็เลือกที่จะใช้ชีวิตร่วมกันเพื่อความสุขที่มากขึ้น” หวังว่าอ่านมาจนจบแล้วคงไม่งงนะครับ แต่อาจจะเกียจผมมากขึ้นอีกนิด แต่ผมไม่แคร์ วันนี้อาจแรงไปสำหรับคนที่ไม่มีทางจะหลงเข้ามา ผมเชื่อว่าบทความนี้คงช่วยปลุกสติของผู้ที่ผิดหวังในความรัก และหากท่านผู้อ่านเข้าใจแล้วก็คงไม่มีคนที่ได้อ่านบทความนี้ต้องคิดทำร้ายผู้อื่นและตนเองหรือถึงกับจบชีวิตลงเพราะขาดรัก……

 

by จอมมาร Eternubis

Comments

comments

Related posts: