การขจัดเท่ากับศูนย์

การกระจัดหรือการขจัด คือการวัดระยะห่างจากจุดเริ่มต้นไปยังจุดสุดท้ายเป็นเส้นตรง
ส่วนระยะทาง คือระยะที่วัตถุเคลื่อนที่ไปจริงๆ
เช่น เดินไปทางทิศตะวันออก 3 เมตร แล้วเดินไปทางทิศเหนือ 4 เมตร
จะได้ว่า การการะจัด เท่ากับ sqrt(3^2 + 4^2 ) = 5 เมตร
ระยะทาง เท่ากับ 3+4 = 7 เมตร

“กลับมาแล้วค่า” หรือหวานหน่อย “กลับมาแล้วค่ะที่รัก”
เคยมั้ยครับการที่รออะไรซักอย่าง รอใคร ไม่ว่าจะเป็นเสียง กิ๊ก กิ๊ก ของเสียง apps ที่เราใช้คุยกันจากคนที่รอคอย หรือการนั่งรอใครซักคน “มันเหงานะผมว่า” แต่ว่ามันเป็นถ้อยคำสั้นๆง่ายๆ ที่ผมแอบหลงรักนะ ทุกครั้งที่ได้ยิน ได้ฟังหรือได้อ่าน หัวใจจะเต้นจะเริ่มเต้นผิดจังหวะ เหมือนแหล่งพลังงานขาดช่วง ระบบเมตาบอลิซึมหยุดชะงัก ผมไม่รู้สาเหตุบอกได้เพียงว่าโคตรชอบ หลงใหลหัวปักกองขี้ แม้ไม่จำเป็นต้องมีนัยยะซ่อนเร้นหรือปรัชญาแอบแฝง ผมก็ยังโคตรชอบคำไม่พิเศษคำนี้อยู่ดี เพราะเวลาคนในวงทิศทางการเคลื่อนที่โคจรต้องออกเดินทางไปทำสงครามชีวิต อาจยาวนานนับปีหรือแค่ช่วงสั้นๆเพียงวันเดียว แต่เมื่อถึงเวลากลับบ้าน เดินผ่านริมรั่ว หยุดยืนหน้าประตู ได้ยินเสียงสุนัขคุ้นเคย แล้วมีใครบางคนที่รออยู่ จะเสนอหน้าออกมาต้อนรับ ประสานสายตาเข้าหาซึ่งกันและกัน จังหวะนี้เองที่ผมพบว่าเป็นฉากชีวิตที่แสนโรแมนติกที่สุด แม้อาจไม่มีถ้อยคำที่ผมชอบฟังแต่ทั้งหมดคือการบอกกล่าวให้รับรู้ ว่าผู้คนที่อยู่ในวงโคจรของใครแต่ละคนได้กลับมาอย่างปลอดภัยแล้ว อย่างน้อยๆก็ยังมีช่วงเวลานี้แหละ ช่วงเวลาอีกสักนิดที่จะอยู่เคียงข้างกันและกัน แม้ผมจะมั่นใจว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่ผู้คนบนโลกใบนี้ จะได้รับแต่งตั้งให้กลายเป็นบุคคลผู้โดดเดี่ยวโดยสมบูรณ์ (ถึงแม้หลายช่วงเวลาที่ผมอยากจะมีสิทธิ์พิเศษนั้น ที่ได้รับการสถาปนาให้เป็นอย่างสมบูรณ์แบบ)

กูชอบออกไปเที่ยวว่ะ” เพื่อนที่รู้จักกันดีเอ่ยวาจานี้กับผม ในวันที่แสนจะธรรมดาวันนึง ธรรมดามากจนคำพูดส่วนใหญ่ดูไม่ค่อยน่าสนใจไปหมด
อืม…กูโทรหามึงทีไร มึงไม่เคยอยู่บ้านเลย” ผมต่อ
เสียงแตรรถเข้ามาขัดจังวะการคุยเสียก่อน พาหนะเหล็กของเพื่อนของเพื่อนผมเคลื่อนเข้ามาผ่าน A door หน้าบ้าน มันนัดให้มารับไปเที่ยวจนกลายเป็นเรื่องกิจวิสัย ผมอดคิดในใจไม่ได้ว่าแม้จังหวัดที่ผมอยู่ไม่ใช่เมืองหลวงของประเทศ แต่บ่อยครั้ง ภาพรถที่เห็นไม่ต่างจากการเดินขบวนประท้วงของเหล่าเสื้อแดง เสื้อเหลือง หรือเสื้อสีห่าอะไรที่แบ่งๆกัน ดูเหมือนจะยังมีสิ่งที่ผู้คนต้องการเรียกร้องอยู่ การชุมนุมครั้งนี้จึงถูกจัดขึ้นทุกวัน ยิ่งเป็นเมืองใหญ่ของโลกยิ่งแล้วไปใหญ่ ผมมีส่วนร่วมน้อยครั้งกับการประท้วงครั้งนี้ แต่หากหวนคืนสู่กงล้อของมนุษย์สังคม ที่นับถือททุนนิยมเป็นใหญ่อีกครั้ง คงเป็นอีกคนหนึ่งที่ร่วมเรียกร้องเรื่องแบบนี้โดยไม่รังเกียจ แน่นอนที่ว่า เรื่องทั้งหมดไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน ยืนยันได้เพียงว่าเป็นเรื่องพื้นฐาน สามัญ กลาดเกลื่อนและดูว่าจะลามเป็นเชื้อมะเร็งไปเรื่อยๆ
ทำไมต้องออกเที่ยววะ” ผมถามในสิ่งที่มันรอฟัง ถึงผมจะไม่ชอบถามอะไรใคร แต่ก็ต้องเอาซะหน่อย โดยมารยาทนะ และถ้าไม่พูดอะไรขึ้นมาบ้างบทสนทนานี้จะถึงจุดที่เรียกว่าหยุดกึ่ก ตายสนิท
อิสระไง มันเป็นเหมือนการหลุดพ้นจากอารมณ์ ความรู้สึก และเรื่องต่างๆ ไม่ต้องคิดเรื่องเครียดๆ” เพื่อนหัวเถิกผมตอบ “ทุกครั้งที่ออกเที่ยว คงรู้สึกเป็นตัวของตัวเองมากที่สุด” มันพูดต่อ
กูว่ามันช่วยได้นะ สายตาของผมเหม่อมองกระรอกที่ร่อนจากต้นมะขามไปต้นกล้วย (จะอธิบายเพื่อ?) เพราะมันมีทุกอย่างนี่ นั่งดูผู้คน เสือกฟังชาวบ้านเค้าคุยกัน ฟังความคิดเห็นของคนนู้นคนนี้ รวมทุกสิ่งอย่างที่เป็นวัตถุดิบในการใช้ชีวิต ไม่ซ้ำซากจำเจ กูว่านะ” ผมเอ่ยวจีเห็นด้วย
และแล้วทั้งผมและเพื่อนก็หยุดชะงัก ไม่มีปรากฎการณ์ใดๆของบทสนทนาที่จะเริ่มต่อไปก่อตัวขึ้น พื้นดินหลักของถ้อยคำโดยรอบแตกระแหงอย่างรวดเร็ว ต้นหญ้าความคิดแห้งตาย แหล่งน้ำผสมพันธุ์ เอ้ย! แหล่งน้ำความสัมพันธ์แห้งขอด ฝูงควายเหลือแต่หนังเหมือนประโยคผอมโซจนเหลือแต่กระดูก มันยากเย็นเกินกว่าที่ใครจะปลูกคำพูดให้แทงต้นอ่อนขึ้นมาได้ ไม่มีใครรู้ว่าเพราะอะไร ไม่มีใครเข้าใจ แต่บางครั้งบทสนทนามักยุติลงดื้อๆ…พูดง่ายๆ ตามประสาชาวบ้านว่า “ไม่มีเรื่องคุย” (ที่เขียนมายืดยาวเพราะอยากให้คนอ่านมองว่ามีสมองบ้าง แบบว่าเก็บกดจากชีวิตจริง) “เพื่อนกูรอนานและ ไปก่อนนะ” “เรื่องมืง” ผมตอบตามสันดาน…คิดในใจว่าจบมหันตภัยของการเข้าสังคมที่แฝงเร้นอยู่ในการดำเนินชีวิตซะที “ไว้มาคุยกันอีกนะเว้ย” ผมตะโกนบอกเพื่อน (เลวเนอะ)
ผมกลับมานั่งคิด…กลุ่มคนส่วนหนึ่งรักการเดินทาง กลุ่มคนอีกส่วนรักการฝังรากอยู่กับที่ ผมเดาว่าคนทั้งสองประเภทมีจำนวนมากพอๆกัน และคิดเอาเองว่าเป็นทฤษฎีสมดุลของนักคิดประเทศไหนสักคนหนึ่ง แต่การเดินทางไกลมันห่างไกลจากตัวผมมาก เวลาส่วนใหญ่ของผมจึงหมดไปกับการอยู่บ้าน สรุปคือผมถูกจำแนกอยู่ในจำพวกหลัง ซึ่งส่วนใหญ่มักประกอบไปด้วยผู้หญิง เป็นสัดส่วนแห่งการเฝ้าคอย (เฝ้านะ ไม่ใช่รอ อาการมันต่างกันแต่มักจะมาด้วยกันเสมอ ในที่นี้ไม่ได้มาด้วยกัน) ในชีวิตผมสิ่งที่อยู่ตรงจุดศูนย์กลางของวงโคจรชีวิตเรียกว่า “บ้าน” ผมนึกได้ถึง ข้อความที่เขียนไว้ข้างฝาของห้องน้ำที่โรงเรียนขึ้นมา เป็นตัวอักษรที่อ่านยากซะหน่อยเพราะมันห้อมล้อมด้วยภาพ Erotic พาดไปพาดมา ทับไปทับมา แค่พอเห็นอักษรลายมือเลวๆ ใจความว่า “อย่างไรก็ตามบ้านก็คือบ้าน” ผมเห็นด้วยนะ ข้อดีของบ้านคือไม่มีใครสามรถเปลี่ยนแปลงมันได้ แต่…ไม่ว่าใครจะถูกจัดหรือเลือกให้เป็นฝ่ายไหน ถ้าขาดฝ่ายใดไป องค์ประกอบของสังคทคงไม่สมดุลน และผมคงไม่ได้ยินถ้อยคำรื่นหูนั้นอีกแล้ว แต่บางทีโลกคงแอบกระซิบผู้คนอยู่เสมอว่า ไม่ว่าใครก็ตามที่อยู่ในวงโคจรชีวิต ต่างมีความสำคัญเท่ากันหมด กลับกัน ไม่มีใครมีสิทธิ์ทำให้ใครไม่มีความสุขได้ “ผมกลับมาแล้วครับ”

Comments

comments

Related posts: